BEAT
Peck Palitchoke X Tom Isara
Chapter 01
“ป๊อบ กูว่าเราอย่าเพิ่งเข้าไปเลยหวะ”
“ทำไมวะ กูว่าเราพร้อมแล้วนะ”
“รอไอ้เป๊กก่อนดีกว่า”
สองหนุ่มร่างท้วมยืนในเงามืดข้างรถยนต์ที่ขับมา พลางกระซิบกระซาบกัน ความว้าวุ่นใจที่ไม่เห็นร่างของเพื่อน
อีกคนโผล่มาสักที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มกระสับกระส่าย
“แต่นี่มันเลยเวลานัดมานานแล้วด้วย กูว่าเราไปกันเถอะ” รุ่นพี่ร่างใหญ่เริ่มหัวเสีย
“เอาน่า มึงก็รู้ว่าไอ้เป๊กกว่าจะขุดมันจากที่นอนได้ นอนตายเหมือนซากศพขนาดนั้น”
“มึงว่าใครเหมือนศพ ไอ้โอ๊ต” คนที่พวกเขากำลังพูดถึงเดินมาจากทางด้านข้างแบบเงียบๆ ทันได้ยินเพื่อนสนิทนินทาเขาพอดี
“ว่ามึงนั่นแหละ กว่าจะมาได้นะ กูนัดมึงกี่โมงฮะ” โอ๊ตพูดใส่เพื่อนที่เพิ่งมาอย่างเหลืออด
“เออน่า ก็มึงนัดซะไกล กูไปวนหาที่จอดรถมา” ขายหนุ่มเกาหัวแล้วทำท่าเหนื่อยหน่าย “แล้วไง ทำไมนัดไกลขนาดนี้ คนก็น้อยแบบนี้ จะมาทำไม”
“ก็จะอะไรล่ะ เป๊ก~~ ถ้าไม่ใช่นี่” ป๊อบพูดแล้วชูนิ้วก้อยส่ายไปส่ายมาอย่างล้อเลียน
“อ่อ สาวนี่เอง” เป๊กทำเสียงล้อเลียนตาม
“เออ ก็ถ้าไอ้เป๊กมา ก็จะได้ชวนสาวๆมานั่งง่ายขึ้น กูจะได้จีบน้องเขาได้สะดวก”
“มึงไม่คิดว่าน้องจะชอบไอ้เป๊กบ้างหรอ” ป๊อบแหย่ เลยโดนโอ๊ตกระทุ้งแรงๆไปหนึ่งทีถ้วน
“เอาไงก็เอา รีบเข้าไปข้างในเถอะ กูหนาว” ลมช่วงเดือนพฤศจิกายนพัดมา ทำให้เป๊กรีบสาวเท้านำหน้าเพื่อนทั้งคู่
เข้าไปในร้าน ก่อนที่ทั้งคู่จะต่อล้อต่อเถียงกันไม่หยุด
พอก้าวเข้ามาในร้านก็เป็นอย่างที่โอ๊ตบอก ทุกสายตาของหญิงสาวในร้านต่างจับจ้องไปที่เป๊ก ร่างสมส่วน หน้าตาที่มองมุมไหนก็ดูดี แถมวันนี้ยังแต่งตัวมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ไม่เหลียวมองก็ดูจะผิดปกติเกินไป ตาเรียวกวาดมองไปทั่วร้านเพื่อหาที่นั่ง บริกรสาวแต่งตัววับแวมคนหนึ่งตรงเข้ามาพวกเขาทั้งสามคนทันที
“มากี่คนคะ” สายตาหวานจับจ้องที่ใบหน้าชายหนุ่ม
“สามคน ขอมุมเงียบๆ หน่อยได้ไหม” เป๊กบอกพลางยิ้มน้อยๆ
“คะ…ค่ะ ทางนี้เลยค่ะ” ป๊อบกับโอ๊ต เห็นแล้วหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิดๆ บริกรสาวที่เหมือนจะทรงตัวไม่ได้เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น ค่อยๆพาทั้งสามไปที่มุมหนึ่งของร้าน
“คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ชวนมึงมา ฮ่าๆ” โอ๊ตนั่งลงข้างเป๊กซึ่งเป็นมุมที่มองเข้าไปในร้านได้อย่างทั่วถึง
ผู้คนเดินเข้าออกรอบบาร์เครื่องดื่มเพื่อสั่งของจากบาร์เทนเดอร์มาเติมเต็มค่ำคืนที่ลมหนาวพัดมาอย่างต่อเนื่อง ร้านที่ทั้งสามเข้ามาเป็นร้านแถบชานเมืองที่ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด คนก็ยังไม่หนาแน่นมากนัก ทำให้เวลาที่ล่วงเลย
มาถึง 4 ทุ่ม ก็ยังสามารถมองเห็นผู้คนตามโต๊ะต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
“ไหน คนไหนที่มึงเล็งไว้” ป๊อบหันไปมองทั่วร้าน หลังจากสั่งของกินเรียบร้อย
“ยังไม่เห็นเลย สงสัยยังไม่มา”
“งั้นถ้ากูมาเสียเที่ยว มึงต้องเลี้ยงนะ” เป๊กพูดพลางจุดบุหรี่ยี่ห้อโปรด ยิ้มเย้ยไปที่โอ๊ต
“เออ กูรู้น่า…โอ๊ะ นั่นไงๆ มาแล้ว” โอ๊ตสะกิดให้ดูกลุ่มผู้หญิง 4-5 คน ที่เพิ่งเดินเข้าร้านมา กลุ่มนั้นส่งเสียงดังตั้งแต่เปิด
ประตูเข้ามา ทำให้กลายเป็นจุดสนใจในร้านทันที ทั้งหมดเดินเข้าไปยังโต๊ะขนาดใหญ่ที่ได้จองไว้ตรงกลางร้าน
“คนที่ใส่กระโปรงสีดำ เสื้อขาว เห็นไหม คนนั้นแหละ โคตรน่ารักเลย เสียงก็เพราะ” โอ๊ตชี้มือตรงไปยังผู้หญิงที่ดูดีที่สุดในกลุ่ม แล้วทำสีหน้าเคลิ้มอย่างน่าหมั่นไส้สำหรับเพื่อนทั้งสอง
“มึงนี่เป็นเอามากนะ โอ๊ต”
“เอาไงเป๊ก เริ่มเลยไหมล่ะ” ผู้ล่าวันนี้ เตรียมตัวมาพร้อม จัดแจงเสียผ้าหน้าผม แต่ก็โดนเบรกหัวทิ่มด้วย
เสียงเรียบของคนข้างๆ
“รอดูก่อน กูว่าวันนี้มึงฤกษ์ไม่ดีหวะ”
“ทำไมวะ” โอ๊ตสงสัยท่าทีของเพื่อน ถ้าเป็นปกติเจอสาวสวยแทบจะไม่ต้องบอก เจ้าตัวก็พร้อมที่จะเข้าหาทันทีแม้เพื่อน
ไม่ได้ขอร้อง แต่นี่กลับสูบบุหรี่สบายใจ
“ดูไปก่อน”
เพลงเริ่มมีจังหวะสนุกสนานขึ้น กลุ่มหญิงสาวหน้าตาดีจึงมีชายหนุ่มเข้ามาสานสัมพันธ์อยู่เป็นระยะ คนแล้วคนเล่า จนโอ๊ตทนไม่ไหว กำลังจะลุกไปบ้าง เดี๋ยวถูกตกชิ้นปลามันไป ใครมันจะยอมได้ ก่อนที่ร่างอวบจะได้ยกตัวขึ้นจากโซฟา เป๊กจับแขนไว้พร้อมกับเสียงดังโหวกเหวกจากโต๊ะหญิงสาวดังขึ้น
“เฮ้ย มึงมายุ่งอะไรกับแฟนกู” ชายหนุ่มหน้าตาท่าทางเอาเรื่องเดินปรี่มาที่โต๊ะกลางร้าน กระชากคอเสื้อชายหนุ่มอีกคน
“อย่านะเฟรม เขายังไม่ได้ทำอะไรเราเลย” หญิงสาวคนที่โอ๊ตหมายปองร้องห้ามอย่างเสียไม่ได้ คนทั้งร้านเริ่มจับจ้องว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายอย่างไร
“ยังไม่ได้ทำอะไรได้ไง เราเห็นมันเอามือเกาะเอวเธอนะมิ้น” เฟรมพูดตะโกนเสียงดัง
“อะไรวะ ใครมันจะไปรู้ว่ามีแฟน” ชายหนุ่มปัดมือทิ้ง เตรียมจะเดินหนี
“มึง…” เฟรมกระโดดเข้าไปต่อยชายหนุ่มแปลกหน้า และเริ่มตะลุมบอนกัน การ์ดทางร้านจึงมาจับแยกทั้งคู่ออก ชายหนุ่มจึงวิ่งหนีออกไปด้านนอก เฟรมและพวกอีกสองคนจึงวิ่งตามออกไป ร้านจึงกลับมาสงบอีกครั้ง แต่หลายคนเริ่มทะยอยกลับ เนื่องจากสถานการณ์เมื่อกี้ทำให้หมดอารมณ์ กลุ่มสามหนุ่มตรงมุมร้านก็ไม่ต่างกัน
“เห็นไหม” เป๊กเอ่ยแบบสบายๆ
“ทำไมมึงรู้” โอ๊ตที่ยังตกตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า เขาชวดทั้งสาว แถมยังเกือบจะเข้าไปเจอเรื่องแย่อีก ถามอย่างเซ็งๆ
“เป๊กมันรู้ทุกอย่างแหละโอ๊ต”
“นั่นสิ กูรู้ทุกอย่างแหละโอ๊ต” เป๊กตอบกวนๆ พลางยักคิ้วหลิ่วตา เห็นเพื่อนทำหน้าสงสัยจริงเลยตอบว่า “หนึ่งคือตอนเข้ามาไม่เห็นรถ คิดว่าน่าจะมีคนมาส่ง สอง มากันไม่กี่คนไม่น่าจะจองโต๊ะใหญ่แบบนั้นได้ สาม น้องเขาไม่มองกู แสดงว่าวันนี้น่าจะมีคนมาด้วยไง”
“หมั่นไส้ เออ งั้นกูต้องขอบใจมึงสินะ ไม่งั้นกูคงต้องลงไปนอนกองกับพื้น แล้วโดนอัด”
“งั้นแหละครับโอ๊ต ถึงโดนอัด กูก็ไม่ช่วยมึงแน่นอน”
“เลว” ป๊อบและเป๊กหัวเราะเสียงดัง และเริ่มค่ำคืนสังสรรค์ของพวกเขาอีกครั้ง โดยลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเสียสนิท
รถตำรวจสองคันขับเข้ามาจอดเทียบด้านหน้าโรงเรียนอย่างเงียบเชียบ ตำรวจสี่นายเดินลงมา คนหนึ่งกำลังโทรศัพท์ หน้านิ่วคิ้วขมวด นายตำรวจทุกคนหน้าตาเคร่งขรึมและมีบรรยากาศบางอย่างที่ทำให้ทุกคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นถอยหนี
“ครับอาจารย์ ผมมาที่หน้าโรงเรียนแล้ว เราจำเป็นต้องขอพบท่านผู้อำนวยการแบบเร่งด่วน” ปลายสายเสียงตื่นตกใจ และมีเสียงเอะอะดังขึ้นเบื้องหลัง
“ครับ อาคาร4 นะครับ ครับ ขอบคุณมากครับ” ตำรวจวางสายและหันมายังตำรวจอีกนายที่ดูมีตำแหน่งสูงกว่า
“สารวัตรครับ ทางท่านผอ. ได้รับแจ้งแล้วครับ ให้พวกเราไปยังอาคาร4 เพื่อเข้าพบท่านครับ”
“โอเค เราไปกันเถอะ” สารวัตรศรัณยู หรือ สารวัตรไอซ์ เป็นผู้สั่งการในคดีที่เกิดขึ้นเมื่อคืน คดียิงกันที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ โดยมีพยานรู้เห็นว่าผู้ตายกับคนในโรงเรียนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน ทางทีมสืบสวนจึงเดินทางมาที่นี่
“คดีนี้ไม่น่าจะยากนะครับ” ตำรวจอีกนายกล่าว
“นั่นสิครับ หลักฐานและพยานค่อนข้างครบทีเดียว” ตำรวจข้างกันตอบรับอย่างกระตือรือร้น
ตำรวจทั้งสี่นาย เดินมาถึงอาคารที่ได้รับแจ้ง และเดินเข้าไปติดต่อที่ห้องพักของอาจารย์ทันที อาจารย์หญิง
คนหนึ่งออกมาต้อนรับสีหน้าตื่นตกใจเล็กน้อยที่เห็นตำรวจมายืนอยู่ในโรงเรียนเช่นนี้ และได้นำทั้งหมดไปที่ห้องประชุมขนาดเล็กที่ตกแต่งด้วยไม้สีอ่อน โต๊ะประชุมสีขาว
ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง ตำรวจทั้งหมดนั่งลงที่ฝั่งซ้ายของห้อง ไม่นานชายอายุประมาณ 50 ปี เดินเข้ามาด้วยสีหน้าซีดเผือด
“ท่านผู้อำนวยการสินะครับ สวัสดีครับ ผมสารวัตรศรัณยู ตอนนี้มีเรื่องขอรบกวนท่านสักหน่อย” ตำรวจทั้งสี่นายยืนขึ้น และนั่งลงพร้อมกับที่ผอ.ของโรงเรียนแห่งนี้นั่งลง
“ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ คุณตำรวจ” ผอ.ถามอย่างตะกุกตะกัก
“ครับ ท่านพอจะทราบคดียิงกันและมีชายหนุ่มเสียชีวิต ที่เกิดขึ้นที่ถนนสายเลียบทางด่วน เมื่อคืนไหมครับ” ตำรวจหนุ่มพูดขึ้น
“ครับ ได้ยินมาบ้าง”
“พอดี ผมมีพยานคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์บางส่วน และจำได้ว่าเด็กนักเรียนของโรงเรียนนี้ เป็นผู้ลงมือสังหารชายหนุ่มคนดังกล่าวครับ”
“งั้นหรอครับ คุณตำรวจ…มีชื่ออยู่แล้วสินะครับ เขาเป็นคนทำจริงหรอครับ ผมไม่อยากจะเชื่อ” หน้าซีดเผือดของผอ.ยิ่งซีดลงไปอีกจนเหมือนไม่มีเลือดไหลเวียนบนใบหน้า
“ตอนนี้เรายังสรุปไม่ได้ครับ จึงจำเป็นต้องเรียกมาสอบสวนก่อน” สารวัตรไอซ์กล่าว
“ครับ ทางเราจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ครับ”
“ขอบคุณมากครับ ทางเราอยากจะขอเชิญตัวนักเรียนที่มีรายชื่อดังนี้ไปสอบสวนต่อไปครับ” นายสิบยื่นแผ่นกระดาษที่พิมพ์ราบชื่อผู้ต้องสงสัยทั้งหมดให้ท่านผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการกวาดตามองรายชื่อ แล้วถึงกลับอุทานอย่างไม่เป็นศัพท์ เพราะหนึ่งในนั้นคือเด็กที่เป็นนักเรียนตัวอย่างของโรงเรียนแห่งนี้
ประกาศเสียงตามสายดังก้องไปทั่วโรงเรียน รายชื่อนักเรียน 3 คน ถูกเรียกมาที่ห้องปกครองอย่างเร่งด่วน เฟรมเดินออกมาจากห้องพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน ด้วยความงงงวย
มีเรื่องอะไรกันนะ ถึงต้องเรียกออกมากลางช่วงเวลาคาบเรียนแบบนี้ เฟรมคิด
“มึง เขาเรียกเราไปทำไมวะ” ไกด์เพื่อนชายรูปร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ ด้วยรูปร่างดังกล่าว ทำให้เขาถูกแย่งตัวจากชมรมกีฬาต่างๆมากมาย แต่ตอนนี้เขาสังกัดชมรมบาสและเป็นตัวเล่นที่มักจะได้ลงสนามเสมอ
“นั่นสิ กูก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือว่า…เรื่องเมื่อวันเสาร์” ทิวเพื่อนสนิทของเฟรมรู้สึกกังวลใจกับเรื่องหนึ่งขึ้นมา
“น่าจะนะ…อาจจะใช่ก็ได้ ความแตกว่าเราไปที่ผับนั้นหรอวะ” เฟรมเกาหัวแบบอารมณ์เสีย ด้วยความที่เขาแสดงออกว่าเป็นเด็กตั้งใจเรียนและผลการเรียนจัดว่าเข้าขั้นดี ทำให้ทุกคนในโรงเรียนโหวตให้เป็น
นักเรียนตัวอย่าง แม้ว่าเขาจะไม่ต้องการมันเลยก็ตาม
เด็กทั้งสามเดินไปตามทางเดินมุ่งสู่อาคาร4 ด้วยความกังวลใจ ทันทีที่ก้าวเข้าไปยังห้องประชุม โดยมีอาจารย์หญิงท่านหนึ่งเดินนำ สีหน้าของอาจารย์ไม่สู้ดีนัก ทำให้พวกเขาเริ่มวิตกว่าเรื่องร้ายๆจะต้องเกิดขึ้นแน่
สายตาของทุกคนภายในห้องจับจ้องมาที่พวกเขาทั้งสามคน และการเริ่มต้นของช่วงเวลาที่โหดร้ายในชีวิต
ของพวกเขาก็ได้เริ่มขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เสียงกริ่งหน้าประตูดังสนั่น ปลุกเจ้าของห้องขี้เซาที่ยังอ่อยอิ่งดื่มกาแฟใส่เหล้ารัมเล็กน้อย ริมฝีปากที่ค่อยๆละเมียดกาแฟรสดีที่เพิ่งได้มาจากเพื่อน สะดุ้งสุดตัว คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน
ใครกันมาแต่เช้าแบบนี้ ชายหนุ่มรำพึงอย่างหงุดหงิด ไม่ต้องรอนานเสียงแหลมคุ้นเคยดังแทรกผ่านประตูเข้ามา
“เป๊ก แกตื่นรึยัง มีงานเข้า” พี่บุ๋ม หรือ ที่เขาแอบเรียกว่า เจ๊บุ๋ม เจ้าของตึกแห่งนี้และเป็นบอสใหญ่ของ
บริษัทนักสืบที่เขาทำงานอยู่ แผดเสียงเรียกเขา
“ครับ คร้าบบบบบ ตื่นแล้ว” เป๊กเดินไปเปิดประตู
“หือ ตื่นแล้วอะไร แกยังใส่แค่กางเกงนอนแบบนี้จะไปหาลูกค้ายังไง” บุ๋มเห็นสภาพเปลือยท่อนบน กางเกงผ้ายืดของลูกน้องแล้วถึงกับส่ายหน้าอย่างระอา
“ฉันให้เวลาแก 10 นาที ไปเจอกันที่รถด้านล่าง” คุณเจ๊เดินตอกส้นลงบันได จนร่างนั้นหายไป เป๊กจึงปิดประตู และเดินอย่างเหนื่อยหน่ายไปที่อ่างล้างหน้า โกนหนวดเคราและเปลี่ยนเสื้อผ้า ตามลงไปทันที
“เร็วดีนี่ แกอาบน้ำใช่ไหม” บุ๋มทำจมูกฟุดฟิด ตอนที่เป๊กลงมานั่งเบาะข้างเธอ
“อาบแล้ว…” เมื่อคืนนะ…
“แกว่าอาบ ฉันก็ว่าอาบแล้วกัน” บุ๋มทำหน้าแขยงแบบรู้ทัน และเข้าเกียร์มุ่งตรงไปยังสถานที่นัดพบกับลูกค้า
รถเคลื่อนตัวไปตามจังหวะของการจราจรในกรุงเทพมหานครฯ เมืองศรีวิไลซ์ ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่
อยู่ข้างทางมีความสับสนวุ่นวายในแบบของมัน บนถนนก็เช่นกันเป็นความสับสนวุ่นวายที่สงบนิ่งไมม่น้อย ไฟจราจรที่ขึ้นสีเขียวเพียงไม่กี่วินาที ทำให้บุ๋มหัวเสีย
“โธ่เอ้ย แบบนี้ลูกค้าจัด่าไหมเนี่ย” บุ๋มบ่นแล้วทุบพวงมาลัยอย่างแรง
“เอาน่าพี่…ก่อนอื่นอธิบายงานมาสิ” เป๊กหาววอด หยิบสมุดปากกาที่พกติดตัวตลอดเวลาขึ้นมา
หญิงวัยกลางคนละสายตาจากไฟจราจรตรงหน้า แล้วเอนหลังตอบ “ก็ไม่มีอะไร งานเดิมๆ ญาติทางฝ่ายผู้ต้องหา ต้องการหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ แต่เคสนี้ดูยังไงก็น่าจะยาก เพราะพยานหลักฐานพร้อม”
“อ่าฮะ…แต่ที่พี่ตกลงรับงานก็น่าจะมีเหตุผลสินะ”
“ใช่ เพราะการสอบสวนคดีนี้ มันเกิดข้อน่าสงสัยว่า จะมีการทำร้ายผู้ต้องหาที่เป็นนักเรียนให้รับสารภาพน่ะสิ” บุ๋มถอนหายใจ พอดีกับที่ไฟจราจรขึ้นสีเขียว รถเริ่มเคลื่อนตัว “ไว้ไปเจอเดี๋ยวแกก็รู้เอง”
ร้านที่นัดพบลูกค้า เป็นร้านอาหารขนาดเล็กย่านชานเมือง ภายในร้านตกแต่งแบบเรียบง่าย ผนังและพื้นเป็นสีขาวสบายตา โต๊ะสแตนเลสเงาวับด้านบนวางเก้าอี้แบบเดียวกันหงายขึ้น ทำให้รู้ว่าร้านแห่งนี้ยังไม่เปิด ทั้งๆที่เป็นช่วงสายของวันแล้ว
“สวัสดีค่ะ เรามาจากบริษัทนักสืบที่คุณได้คิดต่อไว้” ทันทีที่เข้ามา ชายหญิงวัยกลางคนที่กำลังง่วนอยู่หลังร้าน
เงยหน้ามองตามเสียงของผู้เข้ามาใหม่
“สวัสดีค่ะ คุณบุ๋มใช่ไหมคะ…เชิญค่ะ เชิญนั่งตรงนี้” ทั้งสองจัดแจงตัวเองนั่งลงตรงโต๊ะว่างที่ถูกเชื้อเชิญ ไม่นานน้ำเย็นสองแก้วถูกเสิร์ฟ พร้อมกับที่ลูกค้าของเขานั่งลงฝั่งตรงข้ามและนำเอกสารหลายฉบับวางลงบนโต๊ะ สายตาทั้งคู่จับจ้องมาทางเป๊ก บุ๋มจึงเริ่มจากการแนะนำตัวก่อน
“ทางนี้คือ คุณผลิตโชค เป็นนักสืบของทางบริษัทที่จะรับเรื่องทำคดีนี้นะคะ”
“สวัสดีครับผมผลิตโชคครับ หรือเรียกวา เป๊ก ก็ได้ครับ” เป๊กแนะนำตัวตัวเองพร้อมค้อมหัวลงอย่างสุภาพ
“สวัสดีครับ ผมสุชาติ และนี่ภรรยาผม ปราณี” อีกฝ่ายจึงแนะนำตัวด้วยเสียงเหนื่อยๆ แววตาดูเศร้าหมอง
“มาเข้าเรื่องกันดีกว่านะคะ รบกวนช่วยเล่ารายละเอียดอีกครั้งให้ทางเราฟังได้ไหมคะ”
“ครับ เป็นเรื่องของลูกผมเอง แกชื่อเฟรม ปกติแกเป็นเด็กดีนะครับ แต่เมื่อ 6 เดือนที่แล้วคุณคงได้ยินข่าวเรื่องเด็กวัยรุ่น
ยิงกันเรื่องชู้สาว ตรงเลียบทางด่วนใช่ไหมครับ” สุชาติถอนหายใจ ก่อนเริ่มต้นเรื่อง บุ๋มและเป๊กพยกหน้ารับรู้
“ทางตำรวจ ลงความเห็นว่าลูกผมและเพื่อนอีกสองคนเป็นผู้ก่อเหตุ โดยข้อกล่าวหาที่เขาบอก คือมีพยานรู้เห็นว่าลูกผมขับมอเตอร์ไซต์ไล่ตามผู้ชายคนนั้นมา แล้วยิงตรงจุดเกิดเหตุแล้วหนีไป ลูกผมยอมรับนะครับ ว่าแกไล่กวดคนตายไปจริง แต่นั่นแค่ระยะหนึ่ง แกก็ขี่รถกลับ”
“แล้วตำรวจมีหลักฐานชัดเจนนอกจากคำบอกเล่าของพยานไหมครับ”
“ครับ ตำรวจได้กล้องวงจรปิด ช่วงเวลาดังกล่าวมา ในกล้องเป็นรถมอเตอร์ไซต์สามคันไล่กวดกันมา แล้วคนตายล้มลง หลังจากนั้นก็มีกลุ่มคนสามคนวิ่งเข้าไปขโมยของ ประกอบกับมีพยานเห็นลูกผมกับเพื่อน ขี่มอเตอร์ไซต์อยู่แถวนั้นด้วย”
“ครับ” เป๊กตอบรับเรียบๆ “แบบนี้ก็ค่อนข้างยากนะครับ เพราะหลักฐานจากกล้องวงจรปิดดูชัดเจนมาก”
“แต่ลูกฉัน ไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะคุณ ละ…ลูกฉัน จับปืนยังไม่เป็นเลย จะทำแบบนั้นกับคนอื่นได้ยังไง” ปราณีลำลักละลำพูด เสียงสะอื้นจุกอยู่ที่คอของคนเป็นแม่
“แล้วเพราะอะไรที่ทำให้ตำรวจปักใจเชื่อว่าเป็นลูกของคุณครับ”
“เพราะว่ามีคนเห็นเขาทะเลาะกับคนตายที่ผับแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะขับรถไล่กวดกันออกมา” สุชาติตอบพร้อมนำหลักฐานที่ทางตำรวจส่งฟ้องมาเปิดให้เป๊กดู “อันนี้เป็นเอกสารทั้งหมดที่ทางอัยการส่งฟ้องครับ” เป๊กเริ่มสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลูกชายของบ้านนี้และเพื่อนอีกเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวกลับ
“แกคิดว่ายังไงบ้าง” บุ๋มถามขึ้นทันทีหลังจากเป๊กปิดประตูรถ
“มีเรื่องน่าสงสัยจริงๆนั่นแหละนะ ผมว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรน่าสนใจ”
“แล้วคิดว่าจะทำได้ไหม”
“ได้สิ” เป๊กยิ้ม เขาพร้อมที่จะทำงานแล้ว หลังจากที่บุ๋มส่งเขาที่สำนักงาน
ชั้นสองของอาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานนักสืบ บันไดเดียวทอดยาวจากหน้าถนนขึ้นไปไม่ถึง 20 ก้าว ประตูกระจกฝ้าสีไม้โอ๊คบานเล็ก ติดแผ่นป้ายสแตนเลส เขียนว่า สำนักงานนักสืบเอกชนและตามด้วยรายละเอียด
ชื่อและเบอร์โทรติดต่อที่เชื่อมไปยังมือถือของบุ๋มเจ้าของบริษัท เมื่อก้าวเข้าไปแสงแดดส่องทะลุผ้าม่านสีขาวสบายตา สะท้อนกับผนังสีขาว โซฟาสองที่นั่งและโต๊ะกลางเข้าชุดกัน อยู่ด้านขวามือ เลยผนังกั้นฉากกระจกฝ้าเข้าไปด้านใน เป็นโต๊ะทำงานสีเดียวกับประตู มีกองเอกสารที่ยังไม่ได้จัดการวางสุ่มกันเล็กน้อยที่มุมโต๊ะ เก้าอี้เหล็กแบบมีล้อสีเทาเข้ม
ถูกเลื่อนออก เป๊กหย่อนตัวเองลง วางเอกสารที่เพิ่งได้รับมาลงบนโต๊ะ แต่ก็ผุดลุกขึ้นไปหยิบขวดสเปรย์ที่วางอยู่ตรง
ชั้นหนังสือด้านหลัง แล้วเดินตัดไปด้านตรงข้ามพ่นละอองน้ำให้ต้นไม้ที่เขาปลูกไว้ในกระถางข้างหน้าต่าง จากนั้นจึงนั่งลงที่เก้าอี้อีกครั้ง และเริ่มต้นทำงาน
—————————————-
เสียงจอแจของผู้คนในร้านเหล้าบรรยากาศดีแห่งหนึ่งเงียบลงชั่วขณะ ต้อนรับพระเอกของค่ำคืนนี้ที่เพิ่งเปิดประตูเข้าร้านมา สารวัตรไอซ์ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมตำรวจหนุ่มรุ่นน้อง ผู้คนก้าวเท้าเข้ามาจับมือ แสดงความยินดีกับการย้ายตำแหน่งของสารวัตรหนุ่มอนาคตไกล ตำรวจรุ่นน้องจึงถอยฉากออกมายืนด้านข้าง เหลียวหน้าเหลียวหลังมองรอบร้าน
“ไงจ๊ะ น้องทอม ยินดีด้วยนะที่ได้รับงานต่อจากคุณสารวัตรน่ะ” กันต์เดินมาทักทาย ตำรวจหนุ่มร่างเล็กที่ยืนอยู่คนเดียว
“ไม่หรอกครับ พี่กันต์ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้ดีรึเปล่า” อิศรา หรือ ทอม ตอบด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ด้วยรูปร่างเล็ก ผิวขาว ปากนิด จมูกหน่อย ดูสำอางเล็กน้อย ทำให้มีคนปรามาทว่าเขาจะเป็นตำรวจสืบสวนไม่ได้ตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนแล้ว
“นายเก่งนะ อย่าไปสนใจพวกปากหอยปากปูเลย เสียสุขภาพจิต” กันต์ยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางขยี้หัวรุ่นน้องที่เขาเอ็นดูมาตั้งแต่สมัยเรียน
“พี่ก็เป็นแบบนี้ตลอด หัวผมยุ่งหมดแล้วเนี่ย” ทอมปัดมือทิ้ง มองตาเขม็งไปที่กันต์
“ไง คุยอะไรสนุกเชียว” ไอซ์เจ้าของงานเดินมาเกาะไหล่ทอม หันมองหน้าสองคนสลับไปมา “สนใจเจ้าของงานบ้าง”
“รุ่นพี่ โธ่ ผมแกล้งแหย่น้องเล่นเฉยๆ เห็นว่าพี่ให้งานทอมรับผิดชอบไปเยอะเลยนะ”
“น้องทำดี พี่ก็สนับสนุนอยู่แล้ว เนอะ” ไอซ์พยักเพยิดหาทอม
“ผมจะพยายามแล้วกันครับ” ทอมตะเบะท่าทำความเคารพ
“จริงจังไปแล้ว” รุ่นพี่ทั้งสองคนพูดพร้อมกันแล้วหัวเราะชอบใจ
“แต่นายรู้ใช่ไหมว่า คุณภพธร จะย้ายมาเป็นผู้กำกับคนใหม่ที่สถานีของนายนะ” ไอซ์บอกรุ่นน้องที่ทำหน้าตาเหวอไปแล้วเรียบร้อย
“จริงหรอครับ” ทอมแทบจะหน้ามืด เพราะเขารู้กิตติศัพท์ของคนๆนี้ดีว่าโหดขนาดไหน
“จริง เขาบอกกันในวงใน น่าจะประกาศเป็นทางการวันจันทร์นี้” ไอซ์ตอบ “เอาน่า วันนี้ก็มาสนุกกันก่อนเถอะ แล้วค่อยไปเครียดทีหลัง” ไอซ์ตบบ่าทอมที่ตัวลีบเล็ก แล้วเดินหายไปในกลุ่มคนที่กำลังเรียกเขา
กันต์เดินมากอดไหล่แล้วลากน้องชายตัวเล็กไปร่วมวง ค่ำคืนนี้น่าจะยังไม่เลิกราอีกนาน
วันนี้ที่สถานีตำรวจที่สังกัดอยู่ค่อนข้างจะวุ่นวายอยู่สักหน่อย มีนายตำรวจหลายคนที่เขาไม่คุ้นหน้าเดินขวักไขว่ไปมา ทอมคิดระหว่างเดินตามทางเดินที่ทอดยาวสู่ห้องทำงานของตนเอง แม้จะเรียกว่าห้องทำงาน แต่เขาก็ไม่ได้กลับมาสักเท่าไหร่ เพราะต้องออกไปสืบสวนนอกสถานที่เป็นหลัก นานๆจึงจะเข้ามาที่สถานีสักที แน่นอนว่าวันนี้มีเหตุจำเป็นที่ต้องเข้ามา ‘ต้อนรับผู้กำกับการภพธร’ ป้ายสีขาวโดดเด่นหน้าประตูทางเข้าห้องประชุม นี่คือเรื่องที่ทำให้เขากลับมา ทอมรู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับข่าวลือของเจ้านายคนใหม่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ทอมถอนหายใจแล้วนั่งลงที่โต๊ะของตัวเองที่ป้ายชื่อได้ถูกเปลี่ยนใหม่ เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสารวัตรแล้ว และต้องรอการจัดทีมสืบสวนใหม่จากทางการอีกครั้ง พระเจ้าช่วยผมด้วยนะครับ ทอมยังมือไหว้ฟ้าไหว้ฝน
“รุ่น…รุ่นพี่ รุ่นพี่” เสียงพูดดังขึ้นข้างโต๊ะของเขา จนทอมสะดุ้ง
“อะ อะไร สิง…มาไม่ให้สุ่มให้เสียง” ทอมแหวกลับ
“โธ่ ผมเห็นพี่ขอพรอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ผมเรียกก็ไม่ตอบ” สิงทำหน้าตาท่าทางล้อเลียน ถึงแม้ว่าอายุจะห่างกันถึงสองปี ทอมกับสิงก็สนิทสนมกันมาก เพราะทำงานอยู่ทีมสืบสวนด้วยกัน ด้วยบุคลิกที่เงียบขรึม ทำให้เวลาอยู่ในทีม เขาเป็นคนที่ วิเคราะห์สถานการณ์ได้ดีมาก แต่พอสนิทแล้วจะเป็นคนตลกมากเช่นกัน ทอมจึงวางใจให้รุ่นน้องช่วยงานอยู่เสมอ
“วันนี้จะมีผู้การคนใหม่มา พี่ว่าเขาจะโหดตามที่ลือกันไหม”
“ไม่รู้สิ ยังไม่เคยทำงานด้วยกัน ตอบไม่ได้หรอก” ทอมตอบเลี่ยงแม้ใจจะหวั่น
“ถ้าผมกับพี่ได้อยู่ทีมเดียวกันอีกก็ดีเนอะ คุณสา รา วัตร” พอสิงเห็นป้ายใหม่ที่โต๊ะ ก็ล้อเลียนเขาอีกตามเคย
“ผู้กองอิศราครับ เรียกรวมแล้วครับ” ตำรวจนายหนึ่งโผล่เข้ามาด้านในเพื่อเรียกเขา
“เอ้า ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะโดนเพ่งเล็ง” ทอมคว้าเอกสารและเดินนำทั้งสองคนออกจากห้องไป
บรรยากาศในห้องประชุมดูเคร่งเครียดและขรึมกว่าปกติ เพราะทุกคนต่างรู้กิตติศัพท์ของผู้กำกับคนนี้ดีว่าโหดและเข้มงวดมาก นายตำรวจยศน้อยใหญ่จึงสงวนตัวไม่พูดคุยกันมากนัก ในขณะที่ผู้กำกับคนใหม่กล่าวแนะนำตัวหน้าห้อง ทุกคนปรบมือพร้อมกัน
“…ทุกคนไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข่าวลือของผมหรอกนะ ถ้าทำงานด้วยกันเดี๋ยวก็รู้เอง” ผู้กำกับภพธรขยิบตาพลางนั่งลง ทุกคนดูผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อผู้กำกับแสดงท่าทีเป็นมิตร “เอาล่ะ เนื่องจากทีมสืบสวน สอบสวน ชุดเก่าบางส่วนได้ถูกโยกย้ายไป ผมจะปรับทีมทำงานใหม่ แต่คงให้ทีมที่เข้าขากันอยู่แล้วทำงานด้วยกันต่อ” พอได้ยินแบบนั้น สิงแอบส่งสายตาดีใจให้ทอม ทอมได้ยินแบบนั้นก็ดีใจเช่นกัน
“เข้ามาได้” สิ้นเสียงผู้กำกับ ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามา “ตำรวจใ หม่ที่จะมาเข้าทีมของคุณนะสารวัตรอิศรา ผู้หมวดพีรวัส ” นายตำรวจใหม่ค้อมหัวให้เขาแล้วเดินกลับไปยืนด้านข้างเช่นเดิม